Anjali clinic Logo
wellness

การตรวจโลหะหนักคืออะไร ใครบ้างที่ต้องตรวจ เพื่อความอุ่นใจ

การตรวจโลหะหนักหรือ การทดสอบความเป็นพิษของโลหะหนัก (Heavy metal in blood) จัดเป็นขั้นตอนการวินิจฉัยที่ใช้วัดระดับของโลหะหนักที่เป็นพิษในกระแสเลือดของเรา

by: anjali-adminอัพเดทเมื่อ: 2023-10-11

“การปนเปื้อนของโลหะหนัก” ในอาหารหรือภาชนะต่าง ๆ ได้กลายมาเป็นความกังวลที่ทวีคูณมากขึ้นในโลกยุคสมัยใหม่ ธาตุที่เป็นพิษเหล่านี้ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู สามารถเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านแหล่งต่าง ๆ ได้มากมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพตามมามาก ดังนั้นการตรวจโลหะหนักจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการศึกษาและเก็บข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวกับร่างกายของคุณเอง

ในวันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้ทำความรู้จักกับการตรวจโลหะหนักในเลือดให้ดียิ่งขึ้น และใครกันบ้างที่จะต้องเร่งตรวจเป็นการด่วน เพราะอาจมีวิถีชีวิตหรือปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ร่างกายมีโอกาสปนเปื้อนกับโลหะหนักได้มากก็เป็นได้

Wellness image

การตรวจโลหะหนักในเลือด (Heavy metal in blood) คืออะไร

การตรวจโลหะหนักหรือ การทดสอบความเป็นพิษของโลหะหนัก (Heavy metal in blood) จัดเป็นขั้นตอนการวินิจฉัยที่ใช้วัดระดับของโลหะหนักที่เป็นพิษในกระแสเลือดของเรา โลหะหนักสามารถเข้ามาสะสมในร่างกายของเราได้ตลอดเวลา โดยมักไม่แสดงอาการที่เห็นได้อย่างชัดเจน และการตรวจเลือดหรือปัสสาวะสามารถตรวจพบโลหะหนักที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้

ระดับโลหะหนักในเลือดที่เพิ่มขึ้นสามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้หลายประการ เช่น ปัญหาทางระบบประสาท ทำให้เกิดความเสียหายของไต โรคหลอดเลือดหัวใจ และความผิดปกติของพัฒนาการในเด็ก การทดสอบจะช่วยประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้

1. ตรวจจากปัสสาวะ

เป็นการตรวจโลหะหนักโดยเก็บตัวอย่างจากปัสสาวะ โดยโลหะหนัก มีส่วนประกอบโลหะที่มีน้ำหนักอะตอมสูง โลหะหนักที่เป็นพิษทั่วไปบางชนิด ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู และโครเมียม โลหะเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านแหล่งต่าง ๆ เช่น น้ำ อาหาร อากาศ หรือการสัมผัสจากการทำงาน

อาการที่บ่งชี้และจำเป็นต้องตรวจ

  • มีอาการทางระบบประสาท มีปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ มีปัญหากับความจำ และมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์
  • ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ มักมีอาการคลื่นไส้, อาเจียน, ท้องร่วงหรือปวดท้อง
  • พบความผิดปกติของผิวหนัง เป็นผื่น การเปลี่ยนสี
  • หายใจลำบาก ไอ หรือหายใจไม่ออก
  • ไตทำงานผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนมากับปัสสาวะ
  • ปวดกล้ามเนื้อหรือเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดกระดูกหรือปวดข้อ
  • หัวใจเต้นผิดปกติ หรือมีอาการความดันโลหิตสูง

วิธีการตรวจ

ตรวจโลหะหนักในเลือดด้วยการทดสอบปัสสาวะ จะประเมินระดับของโลหะหนักที่ถูกขับออกจากร่างกาย วิธีนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีการสัมผัสสารหนูมาอย่างต่อเนื่อง

ระยะเวลาในการตรวจ

ระยะเวลาของการทดสอบโลหะหนักจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโลหะหนักเฉพาะที่ทำการวิเคราะห์ โดยที่การตรวจปัสสาวะอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

  • ปกติ: ความเข้มข้นของโลหะหนักที่ทดสอบ อยู่ภายในขีดจำกัดที่ปลอดภัย ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่มีการสัมผัสที่มีนัยสำคัญต่อโลหะหนัก
  • พบในระดับสูง: ปริมาณโลหะหนักจำเพาะที่สูงกว่าปกติในร่างกาย อาจบ่งบอกถึงการสัมผัสโลหะหนักมาอย่างต่อเนื่อง หรือมีความเสี่ยงที่จะต่อผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว
  • ระดับที่ผิดปกติ: การพบระดับโลหะหนักที่สูงมากในร่างกาย อาจบ่งบอกถึงการเกิดพิษเฉียบพลัน และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที

แนวทางการดูแลรักษา

  • การระบุแหล่งที่มาของการสัมผัส: การระบุแหล่งที่มาของการสัมผัสโลหะหนัก ที่อาจสัมผัสเป็นประจำ ต้องเจอทุกวัน ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการลดความเสี่ยงที่จะรับโลหะหนักเข้ามาในร่างกายเพิ่มเติม
  • คีเลชั่นบำบัด: ในกรณีที่พบการสะสมพิษจากโลหะหนักอย่างรุนแรง คุณหมออาจแนะนำให้ทำคีเลชั่นบำบัดเพื่อกำจัดโลหะออกจากร่างกาย

Wellness image

2. ตรวจจากเม็ดเลือด

ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำการทดสอบโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือด เพื่อเป็นการทำความเข้าใจกับอีกหนึ่งทางเลือกของการตรวจสุขภาพกัน โดยโลหะหนักเป็นโลหะที่มีน้ำหนักอะตอมสูง และหลายชนิดเป็นพิษต่อมนุษย์ โลหะหนักที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู และโครเมียม โลหะเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านแหล่งต่าง ๆ เช่น อาหาร น้ำ อากาศ การปนเปื้อนจากการทำงาน

ข้อบ่งชี้ที่ต้องตรวจ

  • มีอาการทางระบบประสาท มีปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ มีปัญหากับความจำ และมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์
  • ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ มักมีอาการคลื่นไส้, อาเจียน, ท้องร่วงหรือปวดท้อง
  • พบความผิดปกติของผิวหนัง เป็นผื่น การเปลี่ยนสี
  • หายใจลำบาก ไอ หรือหายใจไม่ออก
  • ไตทำงานผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนมากับปัสสาวะ
  • ปวดกล้ามเนื้อหรือเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดกระดูกหรือปวดข้อ
  • หัวใจเต้นผิดปกติ หรือมีอาการความดันโลหิตสูง

Wellness image

วิธีการตรวจ

การตรวจโลหะหนักในเลือด เป็นการวัดความเข้มข้นของโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือดทั้งหมด ประเภทโลหะหนักที่ใช้ในการทดสอบทั่วไป ได้แก่ ตะกั่วและปรอท ซึ่งเรียกว่าการทดสอบปริมาตรเซลล์บรรจุ (PCV) การทดสอบ PCV จะประเมินความเข้มข้นของโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อัดแน่น เป็นการตรวจที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับใช้ในการประเมินการสัมผัสสารตะกั่วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของผู้เข้ารับการตรวจ

ระยะเวลาในการตรวจ

มีการเก็บตัวอย่างจากการเจาะเลือด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเก็บตัวอย่าง แต่กระบวนการทั้งหมด รวมถึงการเตรียมตัวอย่างและการวิเคราะห์ อาจใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงไปจนถึง 2 – 3 วัน ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้ และประเภทโลหะหนักที่ทดสอบ

ผลลัพธ์ของการตรวจ

  • ปกติ: ความเข้มข้นของโลหะหนักที่ทดสอบ อยู่ภายในขีดจำกัดที่ปลอดภัย ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่มีการสัมผัสที่มีนัยสำคัญในการทำให้เกิดการสะสม
  • พบในระดับที่สูงขึ้น: ปริมาณโลหะหนักจำเพาะ มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ และอาจบ่งบอกถึงการสัมผัสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
  • ระดับมสูงมากขั้นวิกฤต: การพบระดับโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือดที่สูงมาก อาจบ่งบอกถึงการเกิดพิษเฉียบพลัน และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที

แนวทางการดูแลรักษา

  • การระบุแหล่งที่มาของการสัมผัส: การระบุแหล่งที่มาของการสัมผัสโลหะหนัก ที่อาจสัมผัสเป็นประจำ ต้องเจอทุกวัน ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการลดความเสี่ยงที่จะรับโลหะหนักเข้ามาในร่างกายเพิ่มเติม
  • คีเลชั่นบำบัด: ในกรณีที่พบการสะสมพิษจากโลหะหนักอย่างรุนแรง คุณหมออาจแนะนำให้ทำคีเลชั่นบำบัดเพื่อกำจัดโลหะออกจากร่างกาย

ผู้ทำงานบางอาชีพอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสโลหะหนัก เนื่องจากลักษณะของงานที่ต้องทำ การตรวจสุขภาพเพื่อตรวจหาโลหะหนักในร่างกายจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ๆ เช่นผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการถลุง การก่อสร้างและการรื้อถอน ผู้ประกอบอาชีพในสายงานการผลิต และอื่น ๆ การตรวจโลหะหนัก มีแนวทางในการตรวจที่ชัดเจน ง่าย และได้ผลที่ประจักษ์ชัดจริง พร้อมวางแผนแนวทางการรักษาที่มีคุณภาพต่อไป